 |
|
ในปัจจุบันสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงควรมีระบบเฝ้าระวังทางสังคม (Social Watch System) ที่จะเท่าทันสถานการณ์ปัญหาเด็ก และเยาวชนที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และชี้นำการพัฒนายุทธศาสตร์ด้านเด็กและเยาวชน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เว็ปไซต์ Child Watch Thai จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลาง ให้ทุกคนเข้าถึงสถานการณ์เด็กไทยในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นหนึ่ง ช่องทางในการพบปะพูดคุยกันระหว่างประชาคม คนรักเด็กทุกจังหวัดทั่วไทย |
|
 |
|
![]() |
10 สถานการณ์เด่น"เด็กปี′51" แย่สุดแม่วัยรุ่นต่ำ19พุ่งเฉียด8หมื่นราย คุกเด็กลุ้นคดีลักทรัพย์-ยาเสพติด
สสส.สรุป 10 สถานการณ์เด่นของเด็กปี 51 แย่สุด แม่วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 19 ปี ตั้งแต่ปี 48 พุ่งขึ้นเฉียด 8 หมื่นรายแลิว รองลงมา คุกเด็กเริ่มล้นปีนี้ปีเดียวมีกว่า 4 หมื่นรายส่วนใหญ่คดีลักทรัพย์-ยาเสพติด แถมน่าห่วงว่าปีหน้าเด็กไทยจะเครียดมากขึ้น แม้มีแนวโน้มดื่มสุรา-สูบบุหรี่ลดลง |
|
เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) นายอมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ แถลงข่าว เด็กไทยกับ 10 สถานการณ์เด่นรอบปี 2551 ว่า โครงการ Child Watch ( โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชน) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และ สสส. สำรวจพฤติกรรมเด็กและเยาวชนปี 2551 มีทั้งด้านร้ายและดี
โดยด้านร้ายคือ
1.ปัญหาแม่วัยรุ่น ที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 19 ปี มาทำคลอดสูงขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ 2548-2551 โดยปี 2551 ประมาณการว่ามีถึง 77,092 คน จากปี 2550 ที่มี 68,385 คน ซึ่งนำไปสู่ปัญหาความไม่พร้อมในเลี้ยงดูบุตร ปัญหาเศรษฐกิจเพราะไม่มีงานทำ สังคมต้องร่วมแก้ไขเนื่องจากนำไปสู่ปัญหาอื่นอีกมาก
2.คุกเด็กอาจเริ่มไม่พอ โดยในปี 2551 มีเด็กถูกส่งเข้าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กถึง 42,102 คน มากกว่าปี 2550 ราว 2,000 คน คดีอันดับต้นๆ คือ ลักทรัพย์ ยาเสพติด และการประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกาย
3.เด็กใช้ชีวิตกับสื่อมากขึ้นเกือบจะครึ่งชีวิตยามตื่นหรือ 6-7 ชั่วโมงต่อวัน ที่หมดไปกับสื่อต่างๆ ทั้งโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ตและโทรทัศน์ ภาครัฐจึงควรดูแลกำกับการผลิตและเผยแพร่ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เด็กเข้าถึงได้มากในยุคนี้
4.เด็กไทยมีแววเครียดสูง มองสังคม การเมือง ติดลบ ปี 2551 มีเด็กเครียดจนปวดท้อง หรือนอนไม่หลับเฉลี่ยถึง 30% ภาวะเครียดจะสูงขึ้นตามระดับการศึกษา โดยนิสิต นักศึกษา เครียดถึง 40% ปัญหามาจากการเรียน การแข่งขัน ความรุนแรง ขณะที่เด็กกว่า 60% ระดับมัธยม-อุดมศึกษา เห็นว่าประเทศไทยมีทุจริตคดโกงมาก จึงน่าห่วงว่าปีหน้าเด็กไทยจะเครียดขึ้น
5. เด็กไทยไม่ชอบไปโรงเรียนมากขึ้น และมีนิสัยการเรียนรู้ที่น่าเป็นห่วง โดยมีเพียง 27% ที่อ่านหนังสือเป็นงานอดิเรก และเด็กที่บอกว่าชอบไปโรงเรียนมาก ก็ลดลงจาก 43% เหลือ 38% ยิ่งเมื่อเริ่มเข้าชั้นมัธยม สาเหตุหนึ่งมากจากกวดวิชา ทัศนคติต่อครู ความเครียดต่อสภาพความรุนแรงในโรงเรียนที่มีเด็กเพียง 26% ที่รู้สึกปลอดภัยมากเวลามาโรงเรียน
นายอมรวิชช์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่แย่หลายเรื่อง ก็ยังมีเรื่องน่ายินดีหลายเรื่องเช่นกัน คือ 1.การได้เห็นการเคลื่อนขบวนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ให้ความสำคัญกับงานเด็กและเยาวชนเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งโครงการ Child Watch เข้าไปชวนจังหวัดและ อปท. ร่วมพัฒนาเด็กและเยาวชนภายใต้แนวคิด เมืองน่าอยู่สำหรับเด็ก มีจังหวัดเข้าร่วมแล้ว 26 จังหวัด และอปท. กว่า 240 แห่ง
(แหล่งที่มา: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1230204914&grpid=01&catid=04)
2.ท้องถิ่นต่างๆ เปิดพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเยาวชนมากขึ้น อาทิ โครงการถนนเด็กเดิน
3. การริเริ่มโครงการบ้านหลังเรียน เพื่อแก้ปัญหาที่เด็กในเมืองมักขาดกิจกรรมดีๆ ทำหลังเลิกเรียน ทำให้เวลาช่วง 15.00-18.00 น. เป็นเวลาเสี่ยง เด็กประถม-มัธยมถึง 10-15% หลังเลิกเรียนต้องอยู่บ้านคนเดียววันละ 2-3 ชั่วโมงกว่าพ่อแม่จะกลับ
4.แนวโน้มเสพเหล้าบุหรี่องเยาวชนลดลง ทั้งนักดื่มหน้าใหม่ ที่ดื่มเป็นครั้งคราว และดื่มประจำ โดยเฉพาะ ม.ต้น-ม.ปลาย ส่วนบุหรี่ แม้นักสูบหน้าใหม่ยังไม่ลดลง แต่นักสูบประจำก็ลดลง น่าจะเกิดจากการรณรงค์อย่างต่อเนื่องของ สสส. และเครือข่าย
5.ความสำเร็จของการสกัดเด็กอ้วน โดยเด็กที่รับประทานน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ เป็นประจำมีแนวโน้มลดลง น่าจะเกิดจากการรณรงค์ต่อเนื่องของสสส. เช่น โครงการเด็กไทยไม่กินหวาน เครือข่ายคนไทยไร้พุง
แม้สถิติเยาวชนไทยดื่มเครื่องดื่มมึนเมาน้อยลง แต่สถานการณ์ยาเสพติดยังน่าห่วง แม้เด็กที่เข้ารับการบำบัดจะลดลงจาก 26,000 คน เป็น 23,000 คน แต่มีเด็กที่ต้องโทษเป็นผู้ค้าและผู้เสพสูงขึ้นจาก 10,279 คน เป็น 11,297 คน และเด็ก 13% ยังเห็นการเสพยาเสพติดในสถานศึกษาอยู่ ดร.อมรวิชช์ กล่าว
ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีพลังอย่างยั่งยืน ต้องมีกลไกที่ชัดเจน เช่น การมีกองทุนพัฒนาสื่อดีสำหรับเด็ก หรือกองทุนพัฒนาสังคมที่บริหารจัดการอย่างคล่องตัว มีตัวชี้วัดผลงานความสำเร็จและการติดตามประเมินผลการทำงานที่เป็นระบบ นอกจากนี้ควรหนุนกลไกระดับท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) และเทศบาล ให้ขับเคลื่อนเรื่องเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย อาจขอความร่วมมือจาก อปท. ทั่วประเทศ รวมทั้งจัดงบเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการลงทุนในโครงการด้านเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งท้องถิ่นมีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มาก เห็นได้จากงานที่ทางโครงการ Child Watch ริเริ่มไว้แล้วในอปท. หลายร้อยแห่งทั่วประเทศ จึงอยากฝากรัฐบาลใหม่ ให้พิจารณาและสนับสนุนประเด็นเหล่านี้
นางสีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า การผลักดันกลไกเชิงพื้นที่ของรัฐบาลมีความสำคัญมาก เพราะปัจจุบัน สกว. ก็เข้าไปทำงานยุทธศาสตร์บูรณาการเชิงพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดหลาย จังหวัด และได้เห็นถึงพลังทั้งของจังหวัดและอปท. ที่เข้ามาร่วมกันบริหารจัดการแก้ปัญหาของตนเอง โดยมีนักวิชาการ นักวิจัย ช่วยกันสนับสนุน ซึ่งพลังเหล่านี้น่าจะนำมาใช้เป็นพลังในการขับเคลื่อนงานด้านเด็กเยาวชนได้ ดีเช่นกัน
|
|
 |
|
|
| หมายเลขหน้าเรียงจาก คำถามใหม่ไปเก่า เช่น 1 คือหน้าที่มีคำถามใหม่ล่าสุด
1|
2|
3|
4|
5|
6|
7|
8|
9|
10|
11|
12|
13|
14|
15|
16|
17|
18|
19|
20|
21|
22|
|
|